00047-4PHP infoBoard V.7 Plus
การชันสูตรพลิกศพ ณ สถานที่เกิดเหตุ

....


Admin : nmkinfo nmkinfo   [แก้ไข]
21/09/2012 - 15:19
การชันสูตรพลิกศพ ณ สถานที่เกิดเหตุ
การชันสูตรพลิกศพ คือการตรวจศพที่ตาย หรือสงสัยว่าจะตายจากสาเหตุ หรือภายใต้สถานการณ์เฉพาะที่ได้ระบุไว้ในกฎหมาย
ตามกฎหมายไทยได้ถูกบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.3.อาญา ) หมวด 2 มาตรา 148 – 156 ซึ่งมีศักดิ์เท่าเทียมกับพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม แพทย์จึงมิอาจหลีกเลี่ยงการร่วมชันสูตรพลิกศพ ณ สถานที่เกิดเหตุ โดยไม่มีเหตุผลที่เพียงพอ
การตายที่จะต้องมีการชันสูตรพลิกศพ มีอยู่ 2 กรณีคือ
1. การตายโดยผิดธรรมชาติ
2. การตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน

1. การตายผิดธรรมชาติ มีอยู่ 5 ประเภท คือ
1.1 ฆ่าตัวตาย คือ การที่ผู้ตายทำให้ตนเองตายโดยเจตนา
1.2 ถูกผู้อื่นทำให้ตาย หรือฆาตกรรม บางกรณีไม่มีเจตนาทำให้ถึงตายหรือกระทำไปโดยความประมาท แต่ ผลที่ตามมามีการตายเกิดขึ้น
1.3 ถูกสัตว์ทำร้ายตาย โดยตรงจากการกระทำของสัตว์
1.4 ตายโดยอุบัติเหตุ เกิดจากเหตุกะทันหัน ไม่เจตนา ไม่อาจคาดการได้
1.5 ตายโดยยังมิปรากฏเหตุ คือการตายที่ไม่ทราบเหตุแน่ชัด
2. การตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน เพื่อเป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้อง ยกเว้นการตายโดยการประหารชีวิต
ผู้มีหน้าที่ในการชันสูตรพลิกศพ ตามมาตรา 150 คือ
1. แพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ ซึ่งได้รับวุฒิบัตร
๒. แพทย์ประจำโรงพยาบาลของรัฐ
3. แพทย์ประจำสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
4. แพทย์ประจำโรงพยาบาลเอกชนผู้ที่ขึ้นทะเบียนเป็นแพทย์อาสาสมัครตามทะเบียนของกระทรวงสาธารณสุข


เจ้าหน้าที่ตรวจชันสูตรพลิกศพแทนแพทย์
อาศัยความพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ( ฉบับที่ 21 พ.ศ.2542 มาตรา 7 พ.ศ.2543) กรณีมีเหตุจำเป็น แพทย์ไม่สามารถไปตรวจชันสูตรพลิกศพ ในที่เกิดเหตุได้ อาจมอบหมายให้ .ไปร่วมตรวจชันสูตรพลิกศพ ในที่เกิดเหตุในเบื้องต้นได้ ในกรณีที่มีสาเหตุการตาย ตามข้อ 3,4,5 โดยผู้ที่ได้รับมอบหมายนั้น จะต้องผ่านการอบรม ทางนิติเวชศาสตร์ และได้รับประกาศนียบัตร ซึ่งลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย สามารถปฏิบัติการได้ 5 ปี
ความหมายของสถานที่เกิดเหตุ
คือสถานที่ ที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ดังนั้นการตรวจศพและสถานที่เกิดเหตุ จึงควรสังเกตว่ามีร่องรอย ของการเคลื่อนย้ายศพหรือไม่ โดยดูจากรอยลาก คราบเลือด ท่าทาง และการเปลี่ยนแปลงภายหลังการตาย

วัตถุประสงค์ของการชันสูตรพลิกศพ ณ สถานที่เกิดเหตุ

1.ผู้ตายคือใคร จุดเริ่มต้นของกระบวนการชันสูตร,สอบสวน กฎหมายอาญา
2.ตายที่ไหน บริเวณที่เกิดเหตุ หรืถูกย้าย
3.ตายเมื่อใด กฎหมายอาญา สันนิษฐานเวลา หาตัวผู้กระทำความผิด
กฎหมายแพ่ง การเคลื่อนของมรดก
4. เหตุตาย เหตุผลเบื้องต้น
5. พฤติการณ์ การตายเป็นหัวใจของการชันสูตรนำไปสู่การหาตัวผู้กระทำผิด
6. ใครหรือสงสัยว่าใครเป็นผู้กระทำความผิด เก็บรวบรวม วัตถุพยาน เชื่อมโยงผู้กระทำผิด

ขั้นตอนการชันสูตรพลิกศพ
มีการตายผิดธรรมชาติ/ตายระหว่างการควบคุมตัวของเจ้าพนักงาน
ญาติ หรือผู้พบเห็น การตายแล้วแจ้งพนักงานสอบสวน
พนักงานสอบสวนแจ้งแพทย์ ร่วมชันสูตร
ชันสูตรพลิกศพที่ เกิดเหตุ
ยังไม่สามารถตอบค่ำถามได้ทั้ง 6 ข้อ
ผ่าชันสูตร
การทำรายงานการชันสูตรพลิกศพ
1. ทำรายงานถึงสภาพของศพ ตามที่พบเห็น หรือปรากฏจากการตรวจ
2. แสดงสาเหตุการตาย เท่าที่จำเป็น
3. ลง วัน เดือน ปี และลายมือชื่อ ในรายงานแล้วส่งไปยังเจ้าพนักงานผู้ทำการชันสูตร ภายใน 7 วัน ขยายระยะเวลาออกไปไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 30 วัน
สรุปการเขียนรายงาน ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
1. สิ่งที่ตรวจพบ ได้แก่ลักษณะทั่วไป
2. ความเห็นได้แก่สาเหตุการตาย และการจัดการศพ ถ้าได้สาเหตุระบุชัดเจน หรือมิได้ผ่าพิสูจน์ ให้ใช้คำว่า สันนิษฐานนำหน้า
การส่งต่อวัตถุพยาน
ต้องระบุด้วยว่าวัตถุพยานนั้นคืออะไร มีลักษณะอย่างไร เป็นของใคร เก็บ ณ ที่ใด เวลาใด ใครเป็นผู้เก็บ ใครเป็นผู้รับ ส่งมอบเมื่อใด เวลาใด ลงลายมือชื่อกำกับทุกครั้ง
การพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล
1. วิธีที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นวิธีที่ช่วยในการพิสูจน์ ไม่ใช้ในการยืนยันบุคคล
1.1. visual Identification คือการพิสูจน์บุคคลด้วยสายตาของผู้รู้จัก
1.2. do***ent คือ เอกสารประจำตัว
1.3. clothing and personal effect สิ่งของ เครื่องใช้ที่ติดตัว หรือเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มต่าง ๆ
1.4. birthmark and tattoo ไฝ ปาน รอยสัก แผลเป็นต่าง ๆ ตามส่วนของร่างกาย
1.5. deformities or surgical treatment ความผิดปกติ ความพิการของอวัยวะบางส่วน
2. วิธีวิทยาศาสตร์ เป็นวิธีเปรียบเทียบที่สามารถยืนยันตัวบุคคลได้
2.1 ลายพิมพ์นิ้วมือ
2.2 การตรวจสภาพฟัน
2.3 การเปรียบเทียบสารพันธุกรรม D.N.A.
การตรวจอื่นๆที่ใช้ช่วยในการพิสูจน์บุคคล
- การทำภาพเชิงซ้อน คือ การนำรูปถ่ายของผู้สูญหายถ่ายซ้อนกับภาพกะโหลกศีรษะที่มีขากรรไกร แล้วเปรียบเทียบ
- การตรวจทาง serology คือการตรวจสารเคมีต่างๆ ในเลือด
วิธีที่ทางนิติเวชใช้หาระยะเวลาการตาย คือการตรวจหาระยะเวลาการเปลี่ยนแปลงต่างๆ หลังตายดังนี้
1. Livor mortis คือ การตกเลือดตามแรงโน้มถ่วง
2. Rigor mortis คือ การแข็งตัวของกล้ามเนื้อ
3. Algor mortis คือ การลดลงของอุณหภูมิของร่างกาย
4. Degree mortis คือ อัตราการเน่า
5. Chemical Changes after death คือ การเปลี่ยนแปลงทางเคมีร่างกาย
6. Stomach content คือ ปริมาณอาหารในกระเพาะ
7. Incect activity คือ การเจริญเติบโตของตัวหนอน
8. Scene marker คือ วัตถุพยานในที่เกิดเหตุ
ระยะเวลาการตาย
1. Livor mortis ปรากฏตั้งแต่ 1 / 2 - 2 ชั่วโมง หลังตายเต็มที่ 8-12 ชั่วโมง
2. Rigor mortis การแข็งตัวหลังการตาย เริ่ม 2–4 ชั่วโมง หลังตายเต็มที่ 6–12 ชั่วโมง
3. Algor mortis การลดลงของอุณหภูมิของร่างกาย ลดลง 1.5 องศาฟาเรนไฮท์ / ชั่วโมง ใน 12 ชั่วโมงแรก ลดลง 1 องศาฟาเรนไฮท์ ในอีก 12 ชั่วโมงต่อมา
4. Decomposition การเน่าสลาย เนื่องจากมีแบคทีเรียส่วนใหญ่อยู่ในลำไส้ สิ่งแรกเริ่มเขียวที่ท้องน้อย ประมาณ 24 ชั่วโมงจะพบด้านขวามากกว่าด้านซ้ายเนื่องจากมีการสร้างก๊าซไฮโดรเจนซันไฟด์
5. Chemical Changes after death แทบใช้ไม่ได้หรือใช้ได้ในบางกรณี เช่น ใช้ตรวจผู้ที่ตายจากการใช้สารพิษจำพวกยาฆ่าแมลง
6. Stomach content อาหารที่เป็นน้ำจะผ่านกระเพาะครึ่งหนึ่งเวลาประมาณ 30นาที อาหารจำนวนน้อย เช่น ก๋วยเตี๋ยว 1 ชาม ใช้เวลา 2 ชั่วโมง มื้อใหญ่เต็มอิ่ม 3 – 5 ชั่วโมง การดูปริมาณอาหารที่เหลืออยู่ในกระเพาะจะช่วยบอกเวลาการตายได้
7. Insect Activity เป็นสิ่งหนึ่งที่อาจจะช่วยบอกระยะเวลาการตายได้ คือ หนอนแมลงวันจะโตถึงตัวยาว 1-1.5 เซนติเมตรในเวลา 4 วัน และจะคลานยั้วเยี้ย แต่ถ้า 5 วัน หนอนอาจจะยาวขึ้นได้อีกเพียงเล็กน้อยและไม่ค่อยคลานเพราะกำลังจะเปลี่ยนเป็นดักแด้ ซึ่งจะเริ่มเปลี่ยนเป็นดักแด้ในวันที่ 6 แต่ถ้าพบซากดักแด้จำนวนมากแล้วอาจจะผ่านมา 20 วันแล้ว
8. Scence Marker (สิ่งที่ปรากฏในที่เกิดเหตุ) สังเกตจากการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การอ่านหนังสือ การดื่มกาแฟ ลักษณะการแต่งกาย


Admin : nmkinfo nmkinfo   [แก้ไข] ลบ
21/09/2012 - 15:22

- แก้ไขล่าสุด
21/09/2012 - 15:22
21/09/2012 - 15:22


 

หน้า : 1